- +

Author Topic: ห้องเรียนถ่ายภาพ  (Read 17740 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline The Tourist

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 2,369
  • ผีแดงเข้าสิง
ห้องเรียนถ่ายภาพ
« on: 28/10/2008 , 8:09:22 AM »
ใครมีลูกเล่นอะไรหรือเทคนิคการถ่ายภาพ ระดับเทพ ทั้งของตัวเองหรือว่าในเวปอื่นเชิญโพสเป็นวิทยาทานครับ ;D

 

“สุขทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
เพราะใจถือ จึงเป็นทุกข์ ไม่สุขใส
ใจไม่ถือ จึงเป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ ความสุข หรือทุกข์นา”

Offline The Tourist

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 2,369
  • ผีแดงเข้าสิง
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #1 on: 28/10/2008 , 8:29:21 AM »
บทที่ 1
“พื้นฐานการใช้กล้องดิจิตอล” จะนำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับกล้องดิจิตอล การใช้กล้องดิจิตอลในการถ่ายภาพ และการใช้งานต่าง ๆ กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราจะเน้นไปที่ตัวกล้อง การใช้งานกล้อง และวิธีการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลเป็นหลัก ไม่เน้นการใช้งาน Software มากนัก เพราะ Software ต่าง ๆ ที่ใช้ในการตกแต่งภาพค่อนข้างจะหลากหลายมาก และมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันออกไป รวมถึงวิธีการใช้ก็ไม่ได้เหมือนกันนัก จึงขออธิบายในส่วนหลักๆ ของ Software เท่านั้น ซึ่งบทความที่เขียนนี้ได้มาจากหลายแหล่งข้อมูล ทั้งจากการทำงานของผู้เขียนเองที่ต้องทำงานเกี่ยวกับการถ่ายภาพ การออกแบบสิ่งพิมพ์ ข้อมูลจากเวปไซท์ต่าง ๆ เช่น http://www.dpreview.com , http://www.photocourse.com , http://come.to/digitaldarkroom , เวปไซท์ของบริษัทอุปกรณ์ดิจิตอลต่าง ๆ ฯลฯ

การถ่ายภาพดิจิตอล เป็นการถ่ายภาพโดยใช้กล้องดิจิตอล ซึ่งเป็นกล้องถ่ายภาพที่ไม่ได้ใช้ฟิล์ม แต่ใช้อุปกรณ์รับแสงที่เราเรียกว่า CCDs (Charge-Coupled Devices) หรือ CMOS (Complementary Metal Oxide Semiconductor) แทนที่ฟิล์ม CCDs หรือ CMOS จะเปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า และสัญญาณไฟฟ้าจะถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูล และสามารถนำข้อมูลดิจิตอลนั้นไปใช้งานต่างๆ ได้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ภาพ, ส่ง E-Mail, ดูภาพทางโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์, ฉายภาพออกทาง LCD Projector, ใช้ในสื่อสิ่งพิมพ์, นำไปใช้ในเกมส์ ฯลฯ

ภาพถ่ายจากกระบวนการถ่ายภาพดิจิตอลจะประกอบด้วนส่วนเล็กที่สุดที่เราเรียกว่า Pixels หรือ Picture Elements ซึ่งมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรับคล้ายตารางหมากรุก ส่วนภาพที่เกิดขึ้นบนฟิล์มจะเกิดจากจุดสีที่เราเรียกว่า เกรน (Grain) ซึ่งภายในเกรนจะเป็นกลุ่มของเม็ดสี (Color Dye) จับตัวกันอยู่สำหรับภาพสี (Color Photograph) และเป็นโลหะเงิน (Silver) จับตัวกันเป็นก้อนสำหรับภาพขาวดำ (Black&White Photograph

« Last Edit: 28/10/2008 , 8:31:22 AM by Tour#028 »

 

“สุขทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
เพราะใจถือ จึงเป็นทุกข์ ไม่สุขใส
ใจไม่ถือ จึงเป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ ความสุข หรือทุกข์นา”

Offline The Tourist

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 2,369
  • ผีแดงเข้าสิง
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #2 on: 28/10/2008 , 8:33:07 AM »
กระบวนการถ่ายภาพดิจิตอลจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3-ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1. Input หรือส่วนที่เปลี่ยนภาพหรือแสงให้เป็นข้อมูลดิจิตอล เช่น สแกนเนอร์ กล้อง Digital Still Camera กล้อง VDO กล้อง Digital Video นอกจากกล้องถ่ายภาพแล้ว นาฬิกาบางรุ่น โทรศัพท์มือถือบางรุ่นก็ยังสามารถถ่ายภาพดิจิตอลได้เช่นกัน

2. Image Processing หรือส่วนที่นำข้อมูลดิจิตอลมาประมวลผล แก้ไข ปรับปรุง ส่วน Image Processing นี้เป็นส่วนที่ทำให้การถ่ายภาพดิจิตอลมีความสามารถไม่มีที่สิ้นสุด เราสามารถปรับแต่งภาพได้ไม่จำกัดตามความสามารถของ Software จินตนาการ และความสามารถในการทำงานของผู้ใช้ Software
ในส่วนนี้เราสามารถปรับแต่งภาพได้หลากหลาย เช่น ตัดส่วนภาพ ทำภาพพาโนรามา ทำผลพิเศษให้กับภาพ ย่อขยายภาพ ทำภาพสามมิติ ทำภาพบิดเบี้ยว เพิ่มความสว่างหรือ Contrast ทำภาพ Photomontage ฯลฯ

3. Output เป็นส่วนที่เปลี่ยนภาพดิจิตอลให้เป็นภาพในรูปแบบอื่น ๆ เช่น พิมพ์ภาพออกทางเครื่องพิมพ์, สอดภาพในงานเอกสาร, ทำเวปไซท์, ส่ง E-Mail, ทำภาพบนวัสดุต่าง ๆ เช่น เสื้อยืด, พวงกุญแจ, เมาท์แพด, เค้ก, คุกกี้, เก็บภาพใน CD ไว้ใช้งาน, ยิงฟิล์มทางเครื่อง Film Recorder หรือฉายออกทาง TV, LCD Projector ฯลฯ



ข้อแตกต่างระหว่างการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลและกล้องที่ใช้ฟิล์ม

--------------------------------------------------------------------------------

กล้องที่ใช้ฟิล์มจะมีฟิล์มเป็นอุปกรณ์รับภาพ และภาพเกิดขึ้นบนฟิล์ม แต่กล้องดิจิตอลใช้ CCDs เป็นตัวรับภาพ และมีอุปกรณ์ที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นข้อมูลดิจิตอล และต้องมีอุปกรณ์ในการเปลี่ยนข้อมูลดิจิตอลเป็นภาพที่มองเห็นได้ อุปกรณ์ต่อเนื่องในระบบดิจิตอลจะมากกว่า หากเราอธิบายรายละเอียดของระบบการถ่ายภาพแบบดิจิตอลและฟิล์มจะได้ดังนี้

1. การถ่ายภาพโดยใช้ฟิล์ม เริ่มจากเริ่มจากมีแหล่งกำเนิดแสงให้แสงตกลงวัตถุ วัตถุสะท้อนแสงไปที่เลนส์ เลนส์จะทำหน้าที่รวมแสงและควบคุมปริมาณแสง (โดยใช้ม่านช่องรับแสงหรือ Diaphragm) แสงไปยังกล้อง ผ่านม่านชัตเตอร์ (ควบคุมเวลาที่แสงตกลงฟิล์ม) แสงไปตกลงยังฟิล์มเกิดภาพแฝง (Latent Image) ขึ้น
จากนั้นเราเอาฟิล์มไปล้างด้วยน้ำยาสร้างภาพ (Developer) น้ำยาฟอกภาพ (Bleach) น้ำยาคงสภาพ (Fixer) ล้างน้ำ อบแห้ง เราก็จะได้ภาพเนกาติฟบนฟิล์ม หากเป็นฟิล์มสไลด์จะใช้ชุดน้ำยาที่แตกต่างออกไป แต่ได้ภาพที่เสมือนจริงบนฟิล์ม ส่วนฟิล์มเนกาติฟจะได้ภาพที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงบนฟิล์ม เมื่อนำไปเข้าเครื่องอัดขยายภาพ ทำการฉายแสงลงบนกระดาษขยายภาพ และนำกระดาษไปล้าง (กระบวนการคล้ายฟิล์ม) จะได้ภาพสีสะท้อนแสงหรือภาพ Print ออกมา เป็นภาพเสมือนจริง

2.การถ่ายภาพดิจิตอล เริ่มจากมีแหล่งกำเนิดแสงให้แสงตกลงวัตถุ วัตถุสะท้อนแสงไปที่เลนส์ เลนส์จะทำหน้าที่รวมแสงและควบคุมปริมาณแสง (โดยใช้ม่านช่องรับแสงหรือ Diaphragm) แสงไปยังกล้อง ผ่านม่านชัตเตอร์ (กล้องรุ่นแพง ๆ เท่านั้นถึงจะมีม่านชัตเตอร์ ซึ่งจะเรียกว่า Mechanical Shutter ซึ่งหมายถึงม่านชัตเตอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้าหน้าระนาบฟิล์ม สังเกตว่ากล้องประเภทนี้ไม่สามารถดูภาพที่กำลังจะถ่ายได้ทางจอ LCD ด้านหลังตัวกล้อง ดูได้เฉพาะภาพที่ถ่ายแล้วเท่านั้น ส่วนกล้องดิจิตอลทั่วไปไม่มีม่านชัตเตอร์หน้า CCDs ทำให้ CCDs ได้รับแสงตลอดเวลา สามารถดูภาพที่จะถ่ายทางจอ LCD ได้ เวลาเปิดรับแสงควบคุมด้วยเวลาในการสแกนภาพของ CCDs เรียกว่า Electronic Shutter) จากนั้นแสงจะตกลงบน CCDs เกิดสัญญาณไฟฟ้าขึ้นมา เป็นสัญญานไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง (****og) สัญญานไฟฟ้าจะถูกส่งไปยังเครื่องแปรสัญญานไฟฟ้าให้เป็นข้อมูลดิจิตอล(Encoder) ข้อมูลดิจิตอลจะถูกส่งไปที่ Image Processor (CPU) ในตัวกล้องเพื่อปรับแต่งภาพ โดยภาพจะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำชั่วคราว (Ram) เมื่อทำการประมวลผลเสร็จแล้ว ภาพจะถูกส่งไปที่แผ่นเก็บข้อมูล(Storage Media) ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น แผ่น Floppy Disk , CD, Smart Media, Memory Stick, Compact Flash
หากเราต้องการภาพอัดขยาย เราจะต้องนำเอาภาพในการ์ดเก็บข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นถึงจะพิมพ์ภาพออกมาเป็นภาพสีสะท้อนแสงหรือภาพ Print หากต้องการภาพเป็นฟิล์มจะต้องใช้ Film Recorder หรือเครื่องยิงฟิล์มยิงภาพออกมา
แม้ว่าจะระบบถ่ายภาพแบบดิจิตอลจะมีขั้นตอนการทำงานมากกว่า แต่ในการใช้งานจริง ๆ กลับใช้เวลาน้อยกว่า โดยเฉพาะในขั้นตอนการถ่ายภาพจนถึงภาพที่เห็นได้ กล้องที่ใช้ฟิล์มจะต้องผ่านกระบวนการล้างฟิล์มและอัดขยาย(ฟิล์มเนกาติฟ) ถึงจะได้ภาพออกมา ยกเว้นแต่ใช้ฟิล์ม Instant หรือที่เรามักเรียกกันว่า ถ่ายภาพโพลาลอยด์เท่านั้นถึงจะเห็นภาพได้เลย แต่กล้องดิจิตอล ถ่ายภาพเสร็จก็สามารถดูภาพได้ทางจอมอนิเตอร์แบบ LCD ที่ด้านหลังตัวกล้องได้เลย ซึ่งใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้นหลังจากการถ่ายภาพเสร็จสิ้น


 

“สุขทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
เพราะใจถือ จึงเป็นทุกข์ ไม่สุขใส
ใจไม่ถือ จึงเป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ ความสุข หรือทุกข์นา”

Offline กร ระยองครับ

  • Global Moderator
  • โคตรบ้า
  • ********
  • Posts: 4,826
  • Gender: Male
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #3 on: 28/10/2008 , 8:51:16 AM »
มานั่งเรียน :)

Offline น้าหนึ่ง โสด

  • บ้า..500
  • *****
  • Posts: 904
  • Gender: Male
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #4 on: 28/10/2008 , 8:54:56 AM »
 :-* อะ ตาม link  ครับ มี หลายอย่าง เลือก ตาม สบาย ครับ :D

http://2how.com/ >:(

Offline The Tourist

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 2,369
  • ผีแดงเข้าสิง
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #5 on: 28/10/2008 , 10:27:20 AM »
บทที่2 เลนส์
เลนส์มาตรฐานของกล้องถ่ายภาพ คำนวณมาจากเส้นทะแยงมุมของขนาดฟิล์มหรือ Image Sensor เลนส์มาตรฐานของกล้อง 35มม.SLR ซึ่งใช้ฟิล์มขนาด 24x36 มม. คือเลนส์ 43 มม. (แต่ผลิตจริงที่ 50 มม.) แต่สำหรับกล้องดิจิตอล ขนาดของเลนส์มาตรฐานมีขนาดไม่แน่นอน เนื่องจากกล้องดิจิตอล ใช้ Image Sensor หลายขนาดมาก เช่น 4.8x3.6 มม., 6.4x4.8 มม., 8.8x6.6 มม. ทางยาวโฟกัสเลนส์มาตรฐานของกล้องดิจิตอลจึงต้องดูจากขนาดของ Image Sensor ที่ใช้อยู่ในกล้องตัวนั้นๆ ส่วนใหญ่ Image Sensor ของกล้องดิจิตอลจะมีขนาดเล็กกว่าฟิล์ม 35 มม. ทำให้ทางยาวโฟกัสของเลนส์มาตรฐานน้อยกว่า 43 มม. ยกเว้นในกล้องดิจิตอลแบบ Digital Back ซึ่ง Image Sensor จะมีขนาดใหญ่พอ ๆ หรือมากกว่าขนาดฟิล์ม 35 มม.

สำหรับกล้องดิจิตอลแบบ SLR ที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ เมื่อนำเอาเลนส์ของกล้อง 35มม.มาใส่กับกล้องดิจิตอลที่มีขนาด Image Sensor เล็กกว่าขนาดฟิล์ม ทางยาวโฟกัสของเลนส์จะเพิ่มขึ้น (เพราะมุมการรับภาพแคบลง) ส่วนขนาดช่องรับแสงยังคงเดิม ผู้ผลิตจะบอกค่า “ตัวคูณทางยาวโฟกัส” หรือ Focal Length Multiplier เช่น ตัวคูณทางยาวโฟกัสเท่ากับ 1.5 เมื่อนำเอาเลนส์ขนาด 50mm.F1.4 มาใช้ ทางยาวโฟกัสจะเปลี่ยนเป็น 50x1.5 mm. = 75 mm.F1.4 เป็นต้น

เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสสูงกว่าเส้นทะแยงมุมของ Image Sensorที่ใช้ในกล้องดิจิตอลจะถือเป็นเลนส์ถ่ายไกล (Telephoto Lens) ส่วนเลนส์ที่ทางยาวโฟกัสน้อยกว่าเส้นทะแยงมุมของ Image Sensor ถือเป็นเลนส์มุมกว้าง (Wide Angle Lens) นอกจากทางยาวโฟกัสของเลนส์เมื่อนำมาใช้กับกล้องดิจิตอลจะเปลี่ยนไปแล้ว อัตราขยายของภาพ สเกลความชัดลึก และช่วงความชัดของเลนส์ยังเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งค่าที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากขึ้นกับ Image Sensor ที่ใช้งาน ต้องดูเป็นตัว ๆ ไป





 

“สุขทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
เพราะใจถือ จึงเป็นทุกข์ ไม่สุขใส
ใจไม่ถือ จึงเป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ ความสุข หรือทุกข์นา”

Offline The Tourist

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 2,369
  • ผีแดงเข้าสิง
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #6 on: 28/10/2008 , 10:29:38 AM »
รูรับแสง
เจอมาจากเวป http://www.klongdigital.com/ เข้าใจง่ายดี

รูรับแสง

รูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ถือเป็นหัวใจของการถ่ายภาพ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นักถ่ายภาพทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพต้องรู้ไว้ จึงจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานการถ่ายภาพที่ดีได้

รูรับแสง (Aperture) บางทีก็เรียกกันว่า"หน้ากล้อง" การทำงานก็เหมือนกับชื่อ นั่นก็คือเป็นช่องที่ปล่อยให้แสงผ่านเข้าไป ซึ่งรูรับแสงจะไปสัมพันธ์กับความเร็วชัตเตอร์(ซึงคือเวลาที่ปล่อยให้แสงผ่านเข้าไปผ่านรูนั้น) ทำให้เกิดความสว่างและรายละเอียดของภาพต่างๆกัน โดยขนาดของรูรับแสงจะวัดเป็น F number ซึ่ง F number นี้ยิ่งมีค่าน้อย รูรับแสงจะยิ่งกว้าง(อาจจะขัดกับความรู้สึกนิดๆ) และค่าของ F-number นั้นจะเพิ่มขึ้น(หรือลดลง)เป็น stop เช่น F2.0, 2.8 , 4.0 , 5.6 , 8 ,11,16 , 22 เป็นต้น โดยแต่ละ stop จะกว้างขึ้น(หรือแคบลง) 1 เท่า เช่น F2.8 จะกว้างกว่า F4 อยู่ 1 เท่า



จากภาพ - ยิ่ง F เลขมาก มีขนาดรูรับแสงที่เล็กลง

เนื่องจากรูรับแสงสัมพันธ์กับความเร็วชัตเตอร์ ซึ่งรูรับแสงที่กว้างจะช่วยให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงๆได้ ทำให้ถ่ายภาพในลักษณะที่มีการเคลื่อนไหว (เช่น ถ่ายภาพกีฬา) ได้ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นรูรับแสงที่กว้างยังจะช่วยให้เกิดลักษณะภาพชัดตื้น(หน้าชัด หลังเบลอ) ได้อีกด้วย




จากภาพ - การใช้รูรับแสงกว้างๆ (F เลขน้อยๆ) จะช่วยให้เกิดภาพที่มีลักษณะ"ชัดตื้น" ขึ้นได้
ภาพซ้าย F2.8 ความเร็วชัตเตอร์ 1/30 วินาที
ภาพขวา F8 ความเร็วชัตเตอร์ 1/4 วินาที

 

“สุขทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
เพราะใจถือ จึงเป็นทุกข์ ไม่สุขใส
ใจไม่ถือ จึงเป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ ความสุข หรือทุกข์นา”

Offline BeeR

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 1,558
    • BeeR - Photo Gallery
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #7 on: 28/10/2008 , 10:37:15 AM »
เว็บที่ผมแนะนำ คือ

www.2how.com ครับ 

น่าจะดีที่สุด   สำหรับมือใหม่ 

ผมขอเสนอไว้นิดนึง

--------------------------------

1. จุดประสงค์การถ่ายรูป : ถ่ายเพื่ออะไรครับ   เพื่อความสุขใช่ม้าาา 

ควรคำนึงด้วยว่าการถ่ายภาพนั้น มันลงทุนในอุปกรณ์เยอะ   accessories เยอะ

คนซื้อกล้องใหม่ๆ งบบานปลายทุกคน  เพราะอ่านตามเว็บแล้วเป็นกิเลสบ้าง  เห็นเพื่อนมีก็อยากมีตามเพื่อนบ้าง

อันนี้คิดดีๆครับ    ตรงนี้ผมย้ำว่า ภาพสวยหรือไม่ อยู่ที่คนมากกว่าอุปกรณ์   (สำหรับผม digital slr ถูกๆ เช่น
Canon 350D มือสอง   หรือ Canon 400D ก็เหลือเฟือแล้ว)

2.  ภาพจะสวยหรือไม่สวยในโลกดิจิตอล (ไม่พูดถึงฟิล์ม) มีปัจจัย 4 ประการ
     2.1  เซ็นเซอร์    ตรงนี้กล้อง SLR รุ่นเล็กๆ ราคาไม่แพง อย่าง Canon สอบผ่าน   ของ Nikon ก็ดีมาก แต่แพงกว่าพอควร
     2.2  เลนส์       มีผลแน่ล่ะ   แต่ว่าไม่ได้มีนัยสำคัญขนาดนั้น พวกเก๊กโปร (ไอ้พวกบ้าๆประสาทๆ) เวลามันคุยกัน มันนั่งซูมรูปดูที่ 100%  แล้วมาพูดว่าหูย  คมว่ะ  ภาพแม่งเจ๋งว่ะ        สำหรับเราๆ    user ธรรมดา  ไม่ได้ถ่ายเป็นอาชีพ  เอาภาพมาดูใน acd see  display resolution  ซัก 20 % ของต้นฉบับ    เลนส์ไม่ส่งผลขนาดนั้นครับ    เลนส์คิท มันก็ใช้ได้  ไม่ดูรูปแบบจับผิด ไม่รู้หรอก
     2.3  post process  เรียกแบบชาวบ้านว่าการแต่งรูปนั่นแหละ   อันนี้ลองดูเว็บอย่าง www.pixpros.com ครับ   เว็บนี้ วัฒนธรรมของเค้าคือเน้นแต่งรูป   แต่งเก่งระดับเทพเลยล่ะ 
     2.4   มุมมองคนถ่ายครับ    หัดถ่ายบ่อยๆ     ถ้าอยากเก่งเร็ว   ให้ดูรูปเยอะๆครับ  จะได้ไอเดียมากมาย   ลองหาดูตาม www.pbase.com      หรือ http://www.pantip.com/cafe/gallery/         ตรงนี้ขอชื่นชมเฮียกร ยองๆ และพี่เจ๋ย ดาร์ธเวเดอร์  ว่ามุมมองเค้า ดาวรุ่งเลยครับ    ความคิดสร้างสรรค์ดีเลยทีเดียว       มีกล้องดีๆในมือ จะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพได้ดีมากแน่ๆ 

Offline BeeR

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 1,558
    • BeeR - Photo Gallery
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #8 on: 28/10/2008 , 11:13:57 AM »
ขอสรุปความง่ายๆจากที่ลูกพี่ทัวร์โพสต์

สรุปว่า ตัวแปรในการถ่ายรูป คร่าวๆ มี 3 ค่า

1. รูรับแสง  (f)   ตัวเลข f มาก = รูเล็ก = แสงเข้าน้อย       --> ส่งผลให้ระยะชัด ลึกด้วย 
2. สปีดชัตเตอร์ (s) เวลาที่เปิดให้แสงเข้ามา   เวลามาก = แสงเข้ามาก   
3. ISO หรือความไวแสง  เหมือนฟิล์มอ่ะครับ ที่ซื้อฟิล์ม 200  400   ISO มาก  ความไวแสงมาก   -->  ส่งผลให้ Noise , เกรน  ทีภาพแตกเป็นเม็ดๆ มากขึ้นด้วย

หลักการ คือการ balance ของ 3 ตัวแปรที่ว่า   

สมมติถ่ายวิว  Landscape
การถ่ายภาพแบบนี้ เราต้องการระยะชัด ตั้งแต่ข้างหน้า จรดข้างหลัง   เหตุนี้เราต้องใช้ f มากๆ  จะได้ระยะชัดลึก
แต่การใช้ f มาก  หมายถึง รูรับแสงเปิดนิดเดียว    ดังนั้น ถ้าต้องการแสงพอดี  กล้องจึงเปิดรับแสงด้วยสปีดชัตเตอร์นานขึ้น 
โอเคมะ     
แต่ถ้ากล้องใช้สปีดชัตเตอร์นานเกินไป  มันมีปัญหาคือ มือเราถือไม่นิ่ง ภาพจะสั่น   
ถึงตรงนี้ เราจึงควรเพิ่มความไวแสง (ISO )    ทำให้กล้องใช้เวลาน้อยลงในการรับแสง 

เอาเป็นว่า ISO เนี่ย  เอาให้ต่ำไว้ก่อน   ถ้ามือถือแล้วมันไหว ค่อยเพิ่มทีละ step  ไม่ใช่ซัด ISO สูงไว้ก่อน  ภาพมันจะแตกเป็นเม็ดๆ เหมือนหน้าพี่เจ๋ย   
ISO ยิ่งต่ำ ภาพยิ่งเนียน   


เทคนิคอื่นๆ สำหรับถ่ายภาพวิว 

เวลาที่เหมาะสม คือ 8.00 - 10.00   และ  14.00- 16.00 


เวลาถ่ายรูป ควรหันหลังให้ดวงอาทิตย์ 

เพราะแสงจะช่วยเปิดเงา ให้เห็นรายละเอียดของทิวทัศน์   และฟ้าจะเป็นสีฟ้าที่สุด เพราะเป็นมุมโพลาไรซ์พอดีครับ 

พยายามเลือกวันที่ฟ้าไม่ขาวโพลน    ฟ้าเป็นสีฟ้า   มีเมฆขาวๆ มาตัดกัน       

อีกช่วงที่สวยงามและดูมีพลัง คือช่วงก่อนฝนตก  ฟ้าเมฆครึ้ม ก็ดูขรึมดี   


« Last Edit: 28/10/2008 , 11:57:55 AM by Moonlight Shadow »

Offline ตองเจ

  • โคตรบ้า
  • ***
  • Posts: 2,921
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #9 on: 28/10/2008 , 12:14:50 PM »
มาแอบเรียนด้วยคนน๊ะ ;) ;) ;) ;)

Offline BeeR

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 1,558
    • BeeR - Photo Gallery
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #10 on: 28/10/2008 , 12:22:17 PM »
วิธีเลือกมุมที่ฟ้าสีฟ้าแปร๋นที่สุดนะครับ   ตามรูปเลย





แต่ความเป็นจริง  ยังมีปัจจัยอื่นอีก ที่ทำให้ฟ้าแปร๋น หรือขาวโพลน 

เช่นฤดูกาล   หน้าร้อนเนี่ย แดดแรง แต่ฟ้าสวยครับ 

หรือเรื่องฝุ่นละออง   สังเกตว่ากทม.เนี่ย ฟ้าไม่ค่อยสวยหรอก   

Offline BeeR

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 1,558
    • BeeR - Photo Gallery
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #11 on: 28/10/2008 , 12:24:06 PM »
ตัวอย่างรูปฟ้าแปร๋น   

จะเห็นว่า ฉากหน้าเนี่ย ถูกแสงแดดฉาบ เป็นส้มๆ   เปิดรายละเอียดหมดเลย

ถ้าหันหลังไปอีกด้าน จะกลายเป็นถ่ายย้อนแสง  เราจะไม่เห็นรายละเอียดวิวทิวทัศน์แบบนี้ครับ

Offline The Tourist

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 2,369
  • ผีแดงเข้าสิง
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #12 on: 28/10/2008 , 12:25:52 PM »
ปักหมุดให้ อ.เบียร์ซะหน่อย

 

“สุขทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
เพราะใจถือ จึงเป็นทุกข์ ไม่สุขใส
ใจไม่ถือ จึงเป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ ความสุข หรือทุกข์นา”

Offline BeeR

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 1,558
    • BeeR - Photo Gallery
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #13 on: 28/10/2008 , 12:30:22 PM »
อย่าดูถูกฟ้าครึ้ม

ถ้าถ่ายฟ้าครึ้ม กับฉากหน้าเป็นอะไรที่มีลวดลาย   แบบนี้ มันจะดูขรึม

มีพลัง  บางคนบอกสยอง  สยิวกิ้ว    ก็ตามแต่จะคิด 


Offline The Tourist

  • บ้า..เกินพิกัด
  • **
  • Posts: 2,369
  • ผีแดงเข้าสิง
Re: ห้องเรียนถ่ายภาพ
« Reply #14 on: 28/10/2008 , 13:02:45 PM »
เทคนิคในการจัดองค์ประกอบภาพ

โครงสร้างหลักๆของภาพถ่าย จะประกอบด้วย  3 ส่วน หลักๆคือ

1 ตัวตัววัตถุหลัก หรือสิ่งที่เราต้องการเน้น 
2 สิ่งตกแต่งด้านหน้าของภาพ(ฉากหน้า)
3 สิ่งตกแต่งทางด้านหลัง(ฉากหลัง)

ซึ่งการนำเสนอภาพถ่าย เราสามารถนำเสนอได้หลายรูปแบบ เช่น  เน้นตัววัตถุหลักเพียงอย่างเดียว ไม่มีฉากหน้า หรือฉากหลังมาปน

เน้นตัววัตถุหลักเพียงอย่างเดียว ไม่มีฉากหน้า หรือฉากหลังมาปน



เน้นตัววัตถุหลัก แต่ก็มี การนำฉากหลังมาตกแต่งประกอบไปด้วย



..เน้นที่ตัววัตถุหลัก แต่ก็มีการนำ ฉากหน้า มาตกแต่งประกอบไปด้วย.




 

“สุขทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ
เพราะใจถือ จึงเป็นทุกข์ ไม่สุขใส
ใจไม่ถือ จึงเป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ
เราอยากได้ ความสุข หรือทุกข์นา”