- +

Author Topic: พิ้งค์ ฟลอยด์ ตำนานแห่ง โปรเกรสสีฟ ร็อค  (Read 6306 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
แล้วก็มาถึง นักดนตรีกลุ่มหนึ่ง ผมไม่อยากใช้คำว่าศิลปิน  เดี๋ยวนี้ ศิลปิน ออกมาไล่งับ เนื้อเพลง เต้น สองสามท่า ก็เป็นศิลปิน แต่กว่าจะเป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง ต้องผ่านอะไรมามากมาย   หรือเล่าผ่านประสบการณ์ตนเอง หรือจินตนาการ คนอื่น

ส่วนมากพวกที่ สร้างผลงานพวกนี้ สร้างจากสิ่งที่ผ่านมาในชีวิต  ได้พบเห็น รับรู้จากการบอกเล่า ได้ประสบกับตัวเอง แล้วสร้างจินตนาการผ่าน บทกวี ทำนองส่วนผสม ทางเสียงดนตรีต่าง ๆ  ซึ่งสิ่งต่าง ๆพวกนี้ ผมมองเป็นงานศิลปะ  ที่สร้างโดยนักดนตรี

งานศิลปะเสียงเพลงที่ดี ๆ โดยส่วนใหญ่ การสร้างสรรค์ จะจัดทำโดยผู้สร้างผลงาน หรือกลุ่มผู้สร้างนั้น ๆ  เป็นความอยากที่จะนำเสนอในสิ่งที่ตนคิด สิ่งที่ตนเรียบเรียง   ไม่ได้เริ่มจากเงื่อนไขการตลาด แบบส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

ในอดีต การทำแผ่นเสียงสักชุด จะต้อง วางแนวคิดของงาน ออกมาทางปกแผ่นเสียง จะเห็นปกแผ่นเสียง และด้านในของแผ่นเสียง จะต้องมีการออกแบบที่สวยงาม สอดคล้องกับเนื้อหา แนวทางดนตรี สิ่งของพวกนี้เลยกลายเป็นงานสะสมไปด้วย
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline เดช@สำโรง

  • โคตรบ้า
  • ***
  • Posts: 2,627
  • Gender: Male
  • ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง
แปะรูปนิดนึง
ข้าพเจ้ามิเคยชมชอบในการดื่มสุรา.....หากแต่ข้าพเจ้าชมชอบ...บรรยากาศในการร่ำสุรา...

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die

แหม ยุคพี่เดช เลยนะนี่  พอดี ลุงข้างบ้านผมแกชอบเปิดให้ฟัง เลยไปถาม ๆ แกเอามาเล่านี่ล่ะครับ ผมเกิดไม่ทัน ยุคพี่เดชเขา

คนซ้าย ก็ Dick Mason เล่นกลอง  คนที่ผมยาวกว่าเพื่อนยืนข้างหน้า กีต้าร์มหาอมตะนิรันดร์กาล และร้องนำ Dave Gilmour คนที่ยืนหลังหน้าตาโหด ๆ หน่อยที่ไม่มีหนวด ไม่มีเครา ก็ Roger Water เล่นเบส ร้องนำ และ คนที่ยืนขวาสุดคือ Richard Wright ตำแหน่ง คีย์บอร์ด และร้องนำ

ที่จริงขาดไปอีกสองคน แต่ถ้าจะนับจริง คือคนนึงมากกว่า เพราะอีกคนยังไม่มีบทบาทมากนัก แต่อยู่ในยุค ก่อนเริ่มต้น  แต่อีกคนนึงที่อยู่ในยุคเริ่มต้น และมีอิทธิพลในแนวเพลง ของวงมาตลอด คือ Sydd Barrett   

----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
ถ้าล่าสุด ก็นี่ล่ะครับ

คนซ้ายก็พ่อหนุ่มผมยาว Dave Gilmour คนที่สองจากซ้าย ก็ Roger Waters คนที่สามจากซ้ายคือ Dick Mason ส่วนคนขวาคสุดคือ Richard Wright
« Last Edit: 17/08/2013 , 11:59:24 AM by k9 »
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
ยุคในช่วง 1965 - 1980 เป็นช่วงที่ ว่ากันว่า เป็นยุคฮิปปี้ ยุคแสวงหา สัจจะธรรม ในชีวิต ในยุคนั้นนอกจากดนตรีประเภท ฮาร์ดร็อค ยังมีดนตรีประเภทที่เรียกว่า psychedelic rock หรือprogressive rock เป็นดนตรี ประเภทที่ ณ สมัยนั้นเป็นดนตรี แบบหลุดโลก ทั้งทำนอง และเนื้อเพลง

แนวคิด จะเป็นเรื่องเพ้อฝัน การเห็นแสงสีต่าง ๆ ที่เหนือจริง  โดยส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ยาเสพติด หลอนประสาท ในยุคนั้น ส่วนใหญ่จะใช้พวกยา LSD คนแต่งก็เมา คนฟังก็เมา  ใน 1 album จะเป็นเนื้อเรื่องเชื่อมโยงกันหมด มีตัวละคร ในเพลง สิบเพลง ในนั้น เนื้อหาดนตรีจะเกี่ยวโยงกันหมด เพลงแต่ละเพลงยาวมาก บางเพลงต่อกันเกินสิบนาที  บางทีต่อเนื่องกัน สามสี่ เพลง

ดนตรี ก็จะใช้โน้ต ประหลาด ๆ  จังหวะก็ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า เสียงที่ใช้ ก็มักจะเป็นเสียงที่แปลก ๆ ที่คิดค้นกันขึ้นมาในยุคอนาล็อค ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เทคนิคในห้องอัดเสียง ใช้ฝีมือคนมากกว่า เครื่องมือ

เนื้อเพลงก็บรรยาย เรื่องที่คนทั่วไปไม่คิดกันในยุคนั้น เช่น เรื่องโลกประหลาด  โลกในจินตนาการ โลกในความฝัน  หุ่นยนต์ (ในขณะนั้นเทคโนโลยีด้านนี้ ยังน้อยมาก เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นมีขนาดเท่ากับ ชั้นหนึ่งของตึกเป็นต้น)  เป็นเรื่องของนามธรรม ปรัชญา ส่วนใหญ่  เนื้อเพลงบางที ก็ไม่รู้พูดถึงเรื่องอะไร ต้องจินตนาการเอา พวกนี้ พอตอนแก่ ๆ ก็มาเฉลยกันว่า มันคืออะไร ส่วนใหญ่
บอก กรูเมา  (แบบพี่ kk ตื่นขึ้นมาหลังอาละวาด)
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
นยุคนี้  ลักษณะดนตรีแบบนี้ ที่ ดังมาก  ๆ ก็คือพวก  yes, styx, alan parson project, king crimson,
emerson lake and palmer, genesis, kansas, boston เป็นต้นในยุคปัจจุบัน  นี่  Dream Theater ก็เป็นอีกวงหนึ่งที่ออกแนว นี้ 
 
linking park นี่ ในความเห็นผมก็ว่า ก็มีกลิ่นไอ progressive อยู่บ้าง แต่ผสม ผสาน พัฒนา ไปอีกรูปแบบหนึ่ง


ส่วนของไทย ที่พยายามทำออกมาแนวนี้ ก็มี เท่าที่จำได้ คือ แดนศิวิไลซ์ ของธเนศว์ วรากุลนุเคราะห์ แต่ดนตรี ออกไปในแนวป็อปร็อค ไปบ้าง แต่ต่อมาก็พยายามทำให้เนื้อหาหนักขึ้น ในชุดหลังจากนี้ จำไม่ได้ว่าชุดอะไร แล้วก็ เจ๊งไปตามระเบียบ   จากนั้นก็มาอยู่บริษัทยักษ์ใหญ่ ก็กลายเป็นเพลงตลาดไปเลย

ส่วนอีกวงหนึ่งคือ วงตาวัน  ที่พยายามทำแนวนี้ออกมา เท่าที่จำได้ก็ชุด หุ่นกระบอก กับ ชุด 12 ราศี  มีอีกหลายชุดนะ แต่ผมเคยฟังแค่ สองชุดนี้

ส่วนพวกงานเพลงในลักษณะ mass product ส่วนใหญ่ จะไปหาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่จะขาย เป็นหลัก โดยเกาะกระแส ตามยุคสมัยแล้วก็มาสร้างงานให้ เป็นไปตลาด หรือแฟชั่นขณะนั้น หรือจากการสร้างกระแสชักนำ จากสื่อการตลาด เปิดอัด เข้าไปเหมือนสะกดจิต  ทุกวัน ทุกนาที เป็นเดือน เป็นวัน
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
ซึ่งวงดนตรีต่อไปที่เราจะกล่าวถึง ที่เป็นตำนานของ progressive rock จากเกาะอังกฤษ  ซึ่งก็ถือว่าเป็นตำนานของโลกเลย ใครชอบฟังเพลงแนวนี้ อย่างน้อยต้องมี สัก สองสาม อัลบั้มเป็นของตัวเอง

ซึ่งผมอยากจะให้ฟังแผ่นของแท้ ครับ แล้วต้องฟังเครื่องเสียงดี ๆ หรือ ใช้หูฟังดี ๆ  ดนตรีแนวนี้การอัดเสียงจะดีมาก ถึงจะเป็น อนาล็อค ก็ตาม  แผ่น ซีดี ใหม่นี่ เขาเอามา remasterใหม่ก็ทำให้ความคมชัดของเสียงดีขึ้น (เกินไป)  แต่ก็ต้องฟัง เอามิติ ของเสียงด้วยครับ  สมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ก็ยอดคนแล้ว

วงดนตรี นี้ คือ Pink Floyd ประกอบด้วย สมาชิก สองยุค ยุคแรก ๆ เป็นระยะสั้น ๆ  ที่เริ่มก่อตั้งกันมา

อันนี้ จะกล่าวถึงยุคเริ่มแรกเท่านั้น แต่ผมจะไม่พูดถึงอีกคน ที่อยู่ในยุคก่อนเริ่มแรก ถือว่าไม่มีบทบาทมากเท่าไร 

ในยุคเริ่มแรก จะไม่มี Dave Gilmourโดย การสร้างแนวคิด เนื้อร้อง ของอัลบั้มในส่วนใหญ่จะเป็น Syd Barrett ซึ่งในอัลบั้มชุดแรกของ Pink Floydคือชุด  The piper of the gate of dawn
ในยุคนั้น จะต้องมีการออก แผ่น ซิงเกิ้ล เพลงฮิต ออกมาก่อน เพื่อดูความนิยม และเปิดทางสถานีวิทยุ  จากนั้นก็ทยอยทำ เป็นอัลบั้มออกมาทีหลัง

อัลบั้มชุดนี้  สำเนียงเพลงในยุคนั้น หรือในยุคนี้ผมก็ว่ามันค่อนข้าง ประหลาด ต้องฟังนาน พอสมควร จึงจะลึกซึ้ง เพลงพวกนี้ ฟังฉาบฉวย จะไม่ค่อยสะดุดหูแต่ พอลงลึก ลงไป มันก็มีเสน่ห์อีกแบบนึง
ในชุดแรกนี้ จะมี Syd Barrett กีต้าร์ ร้องนำ  Roger Water เบส  Dick Mason กลอง Richard Wright คีย์บอร์ด

โดยที่ คนที่แต่งเนื้อร้อง วางแนวคิดของเพลงคือ Syd Barrett แต่ข้อเสียของแก คือ เมา  ทำให้คอนเสิร์ทล่ม ก็หลายครั้ง 

อิทธิพลของ Syd Barrett นี่ทำให้เป็นแนวทางของวง มาตลอด จนเป็นเอกลักษณ์ของ Pink Floyd

พอหลังจากนั้น ปีนึง พ่อหนุ่มผมยาว Dave Gilmour ก็มาเล่นกีต้าร์ แต่เป็นลักษณะมือปืนรับจ้าง
รับค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์
พอตอนหลัง เหล่าผู้จัดการวงนายทุน เริ่มให้ Syd Barrete ไม่ต้องเล่นดนตรี เนื่องจากหลัง ๆ นี่เพี้ยนหนัก  ทำให้งานคอนเสิร์ทล่มหลายครั้ง  โดยให้ไปรับหน้าที่ แต่งเพลง วางแนวคิดอย่างเดียว
แต่ไป ๆ มา ๆ  แกทำออกมา แล้วสัมผัสไม่ได้ เพี้ยนหนักขึ้น สุดท้ายก็ตกลงแยก กัน

คงเหลือสมาชิก เพียงสี่คน ที่ยังคงสร้างผลงานในนาม Pink Floyd หลังปี 1968 เป็นต้นมา

คนยืนซ้ายคือ Dave Gilmour คนยืนขวาคือ Syd Barrett 
คนนั่งซ้ายคือ Dick Mason คนกลางคือ Roger Water  คนนั่งขวา คือ Richard Wright
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
ต่อมาใน อัลบั้มชุด A Saucerful of Secrets ซึ่งสมาชิกทั้งสี่คนที่้เหลือ ก็ทำผลงานกันต่อในปี 1968
โดยมี ผลงานต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ
More 1969, ummagamma 1969,Atom heart mother 1970, Meddle 1971,
Obscured by Clouds 1972 โดยเริ่มเข้าสู่ตลาด เพลง ไต่อันดับชาร์ทของอเมริกัน ตั้งแต่ปี 1969

และมาถึงจุดที่ ประสบความสำเร็จสูงสุดครั้งแรก ในปี 1973 จากชุด The Dark Side of The Moon ซึ่งติดอันดับ 1 ทั้งของอังกฤษ และของอเมริกา 
อัลบั้มชุดนี้ ว่ากันว่า เนื้อเพลง ดนตรี ทำบนพื้นฐานความคิด เกิด แก่ เจ็บ  แต่ยังไม่ตาย ซึ่งเป็นพื้นฐานมายัง หลายอัลบั้้มหลัง ๆ ที่โด่งดัง  คือ บทเพลงต่าง ๆ มีที่มา ที่ไป ที่ยาว ไม่ได้จบในเพลงเดียว แต่ต่อเนื่องกันไปทั้งอัลบั้ม มีตอนสอง ตอนสาม แบบนิยาย ฟังรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้มั่ง

พอจะนึกออกป่าวครับ แบบ ชิดชัย ลูกยายแก้ว ที่ตามหาแดนศิวิไลซ์  หรือ ถึกควายทุยแต่ละภาค นั่นล่ะครับ

ซึ่งในอัลบั้ม The Dark Side of the Moon นี้ ได้อิทธิพลจากแนวคิดของ Syd Barrette รวมถึงอาการป่วยทางจิตของ Syd เองที่เอามาใส่ เป็นเส่ียงประหลาด ๆ  เนื้อเพลงประหลาด ๆ  เข้ามาในเพลง
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
เทคนิคการอัดใน ห้องอัดเสียง ใช้วิธีอัดทับ แบบ analog ซึ่งไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยนี้  ซึ่งคนที่เป็นซาวนด์ เอนจิเนียร์ ในชุดนี้ ถ้าคอเพลงโพรเกรสสีฟ จะรู้จักดี   

เขา คือ Alan Parson แห่ง The Alan Parson Project ซึ่งหลังจากเป็น ซาวนด์เอนจิเนีย ในชุดนี้แล้ว   ตา Alan แกก็มาเอาจริง เอาจัง กับ Project ของแกอย่างเดียว   ถ้านึกไม่ออก ว่าอีตา alan parson เพลงอะไร เอา ดัง ๆ ติดหู ก็ Eye in the Sky นั่นล่ะครับ แล้วก็เป็น Project จริง ๆ คือ ในแต่ละชุด แกก็ไปสรรหานักดนตรี มาไม่ซ้ำกัน ในแต่ละชุด แล้วแกก็เล่นเองบางชุด กับคู่หูแก   ชุดที่ผมชอบจริง ๆ คือ ชุด A Turn of Friendly Card เนื้อหา ดนตรี ดีจริง ๆ หน้าปกแผ่นเสียงก็สวยเป็นรูปไพ่ ลองหาฟังดูครับ

ณ ตอนนั้น นวัตกรรมใหม่ ณ ยุคนั้นคือ พวก synthesizer แต่ตอนนั้นยังเป็น analog เพิ่งหลุดจากยุคหลอด เป็นทรานซิสเตอร์
ยังไม่เป็น digital กว่าจะได้สักเสียง หนึ่ง ปรับกันเมื่อยมือ   แล้วต้องจำเอาว่า อยู่ตรงไหน ไม่มี memory
และสมัยนั้น เริ่มแรก ยังเป็น mono synthesizer คือกดได้ ทีละคีย์  ไม่ได้กดเป็นคอร์ด เหมือนเปียโน หรือออร์แกน 
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline เดช@สำโรง

  • โคตรบ้า
  • ***
  • Posts: 2,627
  • Gender: Male
  • ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง
เกิดไม่ทันจริงๆครับ ร่วมสมัยจารย์แค่จริงๆวงนี้ ;D
ข้าพเจ้ามิเคยชมชอบในการดื่มสุรา.....หากแต่ข้าพเจ้าชมชอบ...บรรยากาศในการร่ำสุรา...

Offline jonathanlivingtons

  • ใกล้บ้า
  • **
  • Posts: 157
  • Gender: Male
  • " where the streets have no name...."
   ขอบคุณน้าเค ที่บอกกล่าวข้อมูลเชิงลึกของวงโปรดวงนี้ PINK FLOYD

        จำได้ว่าได้ดูผลงานของวงนี้ครั้งแรก..ชอบเลย  VDO live concert : Dilicate sound of thunder
  ซาวนด์แบบโปรเกรสซีฟ ร็อก ก็ได้รู้จักจากวงนี้ และก็เป็นแรงผลักให้รู้จักอีกหลายวง Alan parson Genesisเรื่อยมาจน
  ถึง Newage musicอย่าง mike oldfild,Enigma ,kitaro ,deep forrestก็ล้วนเกิดจากการได้ฟัง Pink Floyd
    เป็นจุดเริ่มต้น....ขอบคุณครับ


     

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
ขอบคุณ น้า Jonathan ที่เข้ามาร่วมแจม แสดงว่า เกิดร่วมสมัยเดียวกัน กับพี่เดช สำโรงเลยนะเนี่ย  พอดีผม เกิดไม่ทัน อาศัย คำบอกเล่าจากลุงข้างบ้าน น่ะครับ

 :D :D :D

The Dark Side of The Moon
อัลบั้มชุดนี้ เป็นชุดที่มีชื่อเสียง ที่สุด เป็น The greatest of all time ของ Rock and Roll Hall of Fame เลยทีเดียว และเป็น อัลบั้มเดียวที่ติดอันดับ  Billboard top 200 ที่อยู่นานติดต่อกันถึง 736 สัปดาห์  ตั้งแต่ปี 1973 - 1988 และ กลับขึ้นมาใหม่อีกและ หลุดชาร์ทไป ในช่วงสั้น ๆ  จากนั้น ก็กลับขึ้นมาอีก 5 สัปดาห์   รวมที่อยู่ในชาร์ท บิลบอร์ด ถึง 741 สัปดาห์ 

นอกจากนี้ กินเนสบุ้ค ออฟเรคคอร์ด ได้บันทึกว่า เป็นอัลบั้มที่ ขึ้นอันดับบิลบอร์ดชาร์ท 200 ได้นานที่สุด

อัลบั้มนี้ เป็นอัลบั้มแรก ที่ Roger Water เขียนเนื้อร้อง ทั้งหมด ส่วนคนอื่น เน้นหนักไปทางทำนอง และการใช้ไอเดีย เกี่ยวกับเสียงดนตรี
ชุดนี้ เป็นการรวมความสามารถของทุกคน ที่รวมกันโดยไม่มีใครเด่นกว่าใคร กลั่นออกมาเป็นงานระดับสุดยอด ของสมาชิกทั้งสี่คน เลยทีเดียว

ถ้าใครมีแผ่นเสียง หรือ ซีดี แท้ ๆ นะครับที่ ลองฟัง ดูเครื่องเสียงดี  ๆ  หามุมที่นั่ง ดีๆ   หรือใส่หูฟังดี ๆ  ลองฟังทั้ง stereo 2 channel  หรือ 4 Channel หรือ ลองฟัง 5 channel ในระบบ Home Theatre

จะได้ มิติเสียง แปลก ๆ มัน ๆ ไปอีกแบบ โดยเฉพาะ เสียงนาฬิกา ที่อัดจากของจริง  ไม่ได้จากเสียงสังเคราะห์  การวิ่งของเสียง ที่วิ่งวนไป วนมาเสียงจะเป็นมิติ เป็นชั้น ๆ  ลองเปิดดูครับ ถ้า กลัวชาวบ้านด่า ก็ ใส่หูฟัง 

ซึ่งเป็นการอัดเสียง ในระดับเทคโนโลยีเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา โดยใช้ มาสเตอร์เทปที่เป็น อนาล็อค ที่ต้องเรียงเข้าไปทีละชั้น  ต้องใช้ความมานะพยายามสูง  การปรับเสียง พวก analog จะต้องจด ไว้ว่าตำแหน่งใด
ซึ่งถ้าปัจจุบันง่าย มาก เพียงจับเอามาเรียง เพียงคลิกเม้าส์ ในระบบดิจิตัล  ลากแล้วแปะ
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
.   :D :D :D

พี่เดช เอา video มาใส่ ทำไง ทำไม่เป็น เอาแบบไม่ต้องมี ลิ้งค์ น่ะ
 
« Last Edit: 03/09/2013 , 15:16:05 PM by k9 »
----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die
การทดลองในเรื่องเส่ียงต่าง ๆ เป็นจุดเด่นของวงนี้ รวมถึงการแสดงสดที่อลังการ งานสร้าง ทั้งระบบเสียง ที่ไม่ใช่ดังอย่างเดียว ต้องมีมิติ ซึ่งต้องมีการ หน่วงสัญญาณต่าง ๆ ให้คนที่ฟังใน concert เหมือน กับระบบ home theatre ในสมัยนี้ มี วิ่งซ้าย ขวา หน้า หลัง วิ่งรอบตัว พร้อมทั้งระบบไฟ

เมื่อก่อนที่แกชอบใช้ คือ เอาข้างหลัง เป็น วงกลมชิงช้า london eye ทำให้บางครั้ง ถึงกับขาดทุน ทั้งที่คนดูเยอะ  สมาชิกในวงบางคน ถึงกับขอเป็นสมาชิกประเภท รับจ้างเล่นเป็นจ็อบ  ไม่ลงทุนร่วม จ่ายเฉพาะค่าแรง กำไรขาดทุน ไม่เกี่ยว

ฝีมือก็ไม่ใช่ว่าจะเล่นได้พิสดาร หรือเก่งกาจ ระดับเทพทั้งหลาย แต่การเลือกใช้เสียง และทำนองที่เหมาะกับอารมณ์เพลงเป็นสิ่งที่ พวกเขาทำออกมาได้ดี

เช่น Dave Gilmour หรือ ส่วนใหญ่เขาเรียก David Gilmour ที่เป็นมือกีต้าร์ ไม่ได้เล่นประเภท เร็วน้ำไหล ไฟดับ จุดเด่นของแกคือแกเลือกใช้เสียง สำเนียงที่่ละเมียด ละไม คม ชัด บาดอารมณ์ และชอบเล่นช้า ๆ เน้นประโยค เน้นคำ ไปจนถึงวลี อันนี้หมายถึงเสียงนะครับ   

บางคนถึงกับว่า แกเล่นได้อืด อาด เหมือนหอยทาก แต่สำเนียง ออกมา ได้อารมณ์ วิธีการของแก คือจะใช้ ตัวกีต้าร์และ แอมป์ ที่แรง รับความคมชัดของได้มาก ความแรงคือไม่ได้หมายถึงดัง อย่างเดียว แต่เก็บความคมชัด ออกมาได้หมด 

การดีดของอดีตพ่อหนุ่มผมยาว (ตอนนี้แก่แล้ว ผมเกรียน) แกจะดีดมือขวา ด้วยน้ำหนักที่ไม่มาก แต่มาให้น้ำหนัก การขยี้ การเน้น ด้วยมือซ้าย (สำหรับคนถนัดขวาทั่วไป)เครื่องมือ ของแก ที่เห็นชินตา คือ fender stratocaster   แล้วก็ตามธรรมเนียม งานนี้ fender เป็น สปอนเซ่อร์ให้ตลอด

----> Rock and Roll can never die <-----

Offline k9

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • *********
  • Posts: 1,043
  • Rock and Roll Can never Die

ตาม เพลงนี้ ฟังระบบเสียงดี ๆ  นี่ ยังกะ ลอยได้เลย ถ้าเมานิด ๆ พี่เดช นี่ต้องทิ้งตัว หน่อย ๆ นี่ได้อารมณ์ เลย

http://www.youtube.com/watch?v=t3AosAlaODw

เพลงนี้ แสดงสด Dave เล่น ไว้หลายวิธีการมาก แสดงสดแต่ละครั้ง ทำนองเดิม แต่วิธีการไม่ซ้ำแบบกันเลยในแต่ละครั้ง
----> Rock and Roll can never die <-----