- +

Author Topic: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ JEEP  (Read 3409 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline บางปลา 011

  • Administrator
  • บ้า..เกินพิกัด
  • ****
  • Posts: 1,686
  • Gender: Male
  • 000000000
สำหรับน้องใหม่ เจ้าอัญชัญ และ เพื่อน พี่ ๆ น้อง ๆ ที่สนใจระบบขับเคลื่อน 4 x 4 ของ Jeep ครับ   

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ
Jeep
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มิใช่เพื่อช่วยให้สามารถขั้บขี่ได้บนเส้นทางวิบากต่างๆ กันเท่านั้น ผู้ผลิตรถยนต์บางยี่ห้อติดตั้ง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อถาวร เพื่อช่วยการขับขี่ทั้งบน ถนนธรรมดาและเส้นทางวิบาก ในขณะที่ผู้ผลิตบางรายติดตั้ง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้สามารถเลือกใช้ได้ทั้งขับขี่ 2 ล้อทางปกติ และระบบ 4 x 4 ในทางวิบาก สำหรับ JEEP แล้ว
บางรุ่นมีให้เลือกทั้ง 2 แบบ

ผู้ผลิตรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ บางรายมีอัตราทดเดียวในระบบ 4X4 เพราะคาดว่าผู้ใช้คงจะไม่ขับขี่ในทางวิบากมาก
นัก แต่สำหรับ JEEP ผู้กำเนิดรถประเภทนี้ได้ติดตั้ง ระบบ 4x4 เพื่อให้ใช้ทางวิบากมากๆ ด้วยในรถ JEEP ทุกรุ่น

ระบบเกียร์ 4X4 ในอัตราต่ำจังหวะ LOW ทำงานโดยแกนโยกติดตั้งด้านซ้ายของเกียร์ การเปลี่ยนการขับเคลื่อนจาก
2 ล้อมาเป็น 4 ล้อ หรือ 4 ล้อ จังหวะต่ำ (LOW) นั้น ทำผ่านห้องเกียร์ 4X4 เรียกว่า TRANSFER CASE ซึ่งติด
ตั้งต่อจากชุดเกียร์ ซึ่งจะถ่ายทอดแรงไปยังเพลาหน้า/หลัง ในเวลาเดียวกันขณะที่ขับรถ
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

ในระบบของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ในปัจจุบันนั้น ถูกแบ่งระบบการทำงานออกเป็น 2 ระบบ เพื่อจุดประสงค์ในการใช้งาน
ที่แตกต่างกัน ในระบบขับเคลื่อนทั่วๆ ไป ของรถยนต์นั่ง รถกระบะ โดยทั่วไปจะมีระบบขับเคลื่อนเป็นระบบขับเคลื่อน
แบบ 2 ล้อ ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า หรือ 2 ล้อหลัง การขับเคลื่อน แบบ 2 ล้อหน้า คือ การ
ทำงานของเครื่องยนต์ที่ส่งกำลังไปยังล้อหน้าทั้งซ้ายและขวา เท่านั้น ส่วนการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อหลัง ก็เช่นเดียวกัน
หากแต่กำลังของเครื่อง ยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อหลังทั้ง 2 ข้างเช่นกัน

ส่วนระบบในรถขับเคลื่อน 4 ล้อนั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ

1. ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME

2. ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ FULL TIME
1.1 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME

ในระบบนี้ถือกันว่า เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับรถที่ใช้วิ่งในทางทุรกันดาร โดยระบบนี้ยังถูกแบ่งออกเป็น 2 รูป
แบบ คือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME Hi (สัญลักษณ์ 4H) และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME Lo
(สัญลักษณ์ 4L) ทั้ง 2 รูปแบบมีการทำงานที่เหมือนกัน คือ เมื่อผุ้ใช้เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนมาอยู่ในตำแหน่ง 4H
หรือ 4L เฟืองตัวกลางของห้องเกียร์ขับเคลื่อนเข้าล็อคติดกับห้องเกียร์ปกติ ซึ่งจะทำให้กำลังของเครื่องยนต์ถูกแบ่ง
ครึ่งให้ส่งกำลังไปอยู่ที่ล้อคู่หน้า 50% และล้อคู่หลัง 50%

ข้อดี ของระบบ PART TIME คือ การนำรถที่มีระบบขับเคลื่อนระบบนี้ไปใช้ในทางสมบุกสมบัน ซึ่งโอกาสที่ล้อใดล้อ
หนึ่ง เกิดอุปสรรคที่ล้อที่เหลือก็ยังสามารถหมุน และนำรถให้เคลื่อนที่ต่อไปได้

ข้อความระวัง เนื่องจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PART TIME นั้น กำลังของเครื่องยนต์จะถูกแบ่งครึ่งเป็นล้อคู่หน้า
50% และล้อคู่หลัง 50% ดังนั้น การบังคับเลี้ยว หรือการคล่องตัวในการหักเลี้ยวจะด้อยกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
เพราะกำลังของเครื่องยนต์จะกำหนดจำนวนรอบการหมุนของล้อคู่หน้าและล้อคู่หลังให้หมุน ในจำนวนรอบที่เท่ากัน
ดังนั้นจะเกิดอาการขืนของรถในขณะหักเลี้ยว วงเลร้ยวของรถ เมื่อใช้ระบบ PART TIME จะมีรัศมีวงเลี้ยวที่มากก
ว่าระบบ 2 ล้อทั่วๆ ไป

ส่วนข้อแตกต่างระหว่าง PART TIME กับ Hi PART TIME Lo ก็คือ ในระบบ PART TIME Lo นั้นจะมีเฟือง
เกียร์อีกชุดหนึ่งเพิ่งเข้ามา เพื่อทำให้อัตราทดของแรงบิดเพิ่มขึ้น ทำให้ง่ายต่อการปีนป่ายในทาลาดชันมากๆ หรือใน
ทางสมบุกสมบันมากๆ แต่ความเร็วของรถอาจจะลดลงเหลือประมาณ 1 ใน 3 ของความเร็วปกติ
1.2 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ FULL TIME

เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนท้องถนนปกติ มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนโดย
เฉพาะ เมื่อใช้ความเร็วสูง บนทางโค้ง หรือทางที่ เปียกลื่น การทำงานของระบบนี้จะแตกต่างจากระบบ PART
TIME โดยสิ้นเชิงในระบบ FULL TIME นี้ กำลังของเครื่องยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง ไม่คงที่ เหมือน
ระบบ PART TIME หากแต่อัตราส่วนของกำลังที่ถูกส่งไปที่ล้อคู่หน้าและล้อคู่หลังจะขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของแรง
เสียดทานระหว่างล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลัง เมื่อล้อคู่ใดมี แรงเสียดทานมากกว่า กำลังของเครื่องยนต์จะถูกถ่ายไปหาล้อคู่
ที่มีแรงเสียดทานน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ในกรณที่รถวิ่งในทางปกติ กำลังของเครื่องยนต์จะถูกส่งไปยัง ล้อคู่หน้า
50%  และล้อคู่หลัง 50% เนื่องจากในการวิ่งทางตรงนั้น ล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลัง มีอัตราแรงเสียดทานที่เท่ากัน ต่อจาก
นั้นเมื่อคุณหักเลี้ยวล้อคู่หน้าจะมีแรงเสียด ทานมากกว่าล้อคู่หลังทันที อัตราการส่งกำลังของเครื่องยนต์ก็จะส่งไปที่ล้อ
คู่หน้าน้อยลงและไปเพิ่มที่ล้อหลัง เมื่อคุณหักเลี้ยว ล้อคู่หน้าอาจจะมีกำลังเหลือ 40% หรือ 30% หรือน้อยกว่าล้อ
หลังก็จะมีกำลังเพิ่มเป็น 60% หรือ 70% หรือมากกว่า

ข้อดี เนื่องจากอัตราการส่งกำลัง ไม่ได้ถุกแบ่งครึ่งตายตัวเหมือนระบบ PART TIME ดังนั้น ปัญหาเรื่องของวงเลี้ยว
กว้างกว่าปกติ จึงไม่เกิดขึ้น จึงสามารถใช้งาน บนท้องถนนปกติได้ มีความคล่องตัวเหมือนรถขับเคลื่อน 2 ล้อโดย
ทั่วไป อีกทั้งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิ่งบนทางโค้ง หรือคดเคี้ยวและลื่น การ
เกาะถนนจะมั่นคงและแน่นอนกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป

ข้อควรระวัง การนำรถที่มีระบบขับเคลื่อนแบบ FULL TIME ไปใช้ในทางทุรกันดาร ทางที่สมบุกสมบัน และเมื่อล้อ
ใดล้อหนึ่งเกิดอุปสรรค คือ มีอาการหมุนฟรี เกิดขึ้น โดยเฉพาะล้อหน้าแล้วกำลังของเครื่องยนต์ก็จะถูกส่งไปที่ล้อที่
หมุนฟรีนั้นทั้งหมด เนื่องจากล้อที่หมุนฟรีนั้น ไม่มีแรงเสียดทานเลย เมื่อเทียบกับอีก 3 ล้อที่เหลือ ซึ่งอยู่บนพื้นถนน
ปกติ ทำให้ล้อที่เหลือไม่มีกำลังที่จะดันรถให้พ้นอุปสรรคได้ แตกต่างจากระบบ PART TIME จากตัวอย่างเดียวกัน
รถในระบบ PART TIME เมื่อล้อหน้ามีอุปสรรค กำลังก็จะสูญเสียแค่ล้อหน้า คือ 50% แต่รถยังมีกำลังเหลืออีก
50% ที่ล้อหลังสามารถดันรถผ่านอุปสรรค
2WD
ระบบนี้การทำงานของรถจะส่งกำลังขับเคลื่อน 100 เปอร์เซ็นต์ ไปที่ล้อหลัง ซึ่งก็คือ ระบบขับเคลื่อนของรถตามปกติ
ธรรมดา นี่เอง   การใช้งานจะใช้บนนสภาพถนนที่ดีมาก พื้นผิวทางวิ่งแข็งและแห้ง

4WD FULL - TIMEระบบขับเคลื่อนแบบนี้มีใช้ในรถยนต์นั่ง ระบบส่งกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังตามอัตราส่วน ซึ่งจะสัมพันธ์กับแรง
เสียด ทานระหว่างล้อกับพื้นถนน ดังนั้นระบบนี้จึงเป็นระบบที่ให้ความปลอดภัยสุงสุดบนถนนที่เป็นคลื่น ทางคดโค้ง และ
การใช้ ความเร็วสุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ การควบคุมพวงมาลัยและการเบรก

4WD PART - TIME (Hi)ระบบนี้เฟืองตัวกลางจะล็อค ทำให้ระบบส่งกำลังไปที่เพลาขับหน้า 50 เปอร์เซ้นต์ และเพลาขับหลังอีก 50 เปอร์เซ้นต์
เท่าๆ กัน ตลอดการใช้งาน จะใช้เมื่อพบกับสภาพที่เป็นลูกรัง หลุม บ่อ ในระบบนี้สามารถใช้ความเร็วได้ตามปกติ แต่
จะต้องมีความระมัดระวังเป้นกรณีพิเศษ เนื่องจากในระบบนี้การส่งกำลังไปที่ล้อหน้าและล้อหลังจะถูกกำหนดไว้ใน
อัตราส่วน 50 : 50 คงที่จึงทำให้รัศมีวงเลี้ยวกว้างกว่าปกติ

4WD PART - TIME (LOW)
ระบบนี้ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พลังแรงบิดสูงสุด เพราะจะมีเฟืองมาทดช่วยเพิ่มอัตราทดให้สูงขึ้น ทำให้มีแรงบิดที่ล้อเพิ่ม
มาก ขึ้น โดยจะส่งกำลังไปที่ล้อหน้า 50 เปอร์เซ็นต์ และล้อหลัง 50 เปอร์เซ้นต์ เหมาะกับการใช้งานบนเส้นทางที่
ทุรกันดาร หลุมลึก โคลน หรือเมื่อต้องการขึ้นที่ลาดชันมาก ไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่า 56 กม./ ชม.


เอามาลงไว้ในนี้อีกที  กลัวหาไม่เจอครับพี่น้องคร๊าบบบบ ;D ;D ;D